พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ
ย้อนรอยคดียึดทรัพย์ นักการเมือง ร่ำรวยผิดปกติ (คมชัดลึก)
1. ยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
การยึดทรัพย์ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกฯ อาศัยมาตรา 17ของรัฐธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักร พ.ศ 2507 โดยนายกรัฐมนตรีจอมพลถนอม กิตติขจร ในขณะนั้น มีคำสั่งให้ทรัพย์สินกองมรดกของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และทรัพย์สินในกองมรดกของท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ให้ตกเป็นของรัฐ
โดยอ้างเหตุผลในการยึดทรัพย์ว่า โดยปรากฏชัดเจนปราศจากข้อสงสัยว่า จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขณะยังมีชีวิตอยู่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในทางราชการโดยมิชอบกระทำการเบียดบังและยักยอกทรัพย์ของรัฐไปหลายครั้งมีจำนวนมากถึง 604,551,276.62 บาท การกระทำดังกล่าวนี้มีผลเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร
2. ยึดทรัพย์จอมพลถนอม กิตติขจร กับพวก
การยึดทรัพย์จอมพลถนอมกับพวกคือ จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร เกิดขึ้นหลังจากถูกนักศึกษาประชาชนขับไล่ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งแรงกดดันของสังคมในตอนนั้นทำให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 17 ยึดทรัพย์สินของจอมพลถนอมและพวก รวมมูลค่า 400 กว่าล้านบาท ในปี 2517 แม้ว่าฝ่ายจอมพลถนอม จะต่อสู้เพื่อขอทรัพย์สินคืนโดยการฟ้องศาลแต่ก็ไม่สำเร็จ
3. ยึดทรัพย์พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ กับพวก
ที่เป็นรัฐมนตรีรวม 10 คน หลังถูกยึดอำนาจเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 คณะผู้รักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินเพื่อทำการอายัดทรัพย์และตรวจสอบทรัพย์สินของนักการเมืองที่เข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งในที่สุดมีคำสั่งยึดทรัพย์รวมมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท โดยทั้ง 10 คน ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาล และศาลฎีกาตัดสินว่า คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินไม่มีอำนาจยึดทรัพย์ จึงได้ทรัพย์สินคืนไป ไม่โดนยึด
4. คดีพลเอกชำนาญ นิลวิเศษ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม
ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในวงราชการ (ป.ป.ป.) ตรวจพบว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ 6,624,425.22 บาท ภรรยา 54,469,575.01 บาท และบุตรชาย 10 ล้านบาท
นอกจากนั้นยังปรากฏหลักฐานว่ามีทรัพย์สินของบุตรสาว เครือญาติและผู้ใต้บังคับบัญชาอีกประมาณ 143 ล้านบาท ศาลฎีกาตัดสินเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2539 ยึดทรัพย์ 69.1 ล้านบาท
5. คดีนายเมธี บริสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
ถูกร้องเรียนว่า ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์จากการจัดซื้อแท่นพิมพ์ ทุจริตในการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ป.ป.ป.วินิจฉัยว่าทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติ 16,826,077 บาท ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยึดทรัพย์ 12 ล้านบาท ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
6. คดีนายสมภพ อุณหวัฒน์ นายช่างโยธาระดับ 9 กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย ร่ำรวยผิดปกติ 80 ล้านบาท
ป.ป.ป.ชี้มูลว่าร่ำรวยผิดปกติ ประกอบด้วยที่ดิน รถยนต์ฮอนด้า รถยนต์โตโยต้า โคโรน่า หุ้น และเงินฝากธนาคาร วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 ศาลแพ่งพิพากษาให้นายสมภพโอนทรัพย์สินจำนวน 73,525,436.09 บาท ให้กระทรวงการคลัง
7. คดีนายธีระชัย ชัยสุนทรโยธิน อดีตเจ้าหน้าที่บริหารงานพัสดุ 6 สำนักงานชลประทานที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช
ป.ป.ป.มีมติยึดทรัพย์ 2,064,000 บาท คดีนี้ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยึดทรัพย์สินและคดีถึงที่สุด
8. คดีนายสุวิทย์ ลอยใหม่ ข้าราชการซี 3 องค์การคลังสินค้า กระทรวงพาณิชย์
ป.ป.ป.ชี้มูลว่านายสุวิทย์มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ 1.7 ล้านบาท ศาลชั้นต้นพิพากษายึดทรัพย์ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2543 คดีสิ้นสุดในชั้นอุทธรณ์
9. คดีนายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ป.ป.ช.มีมติยึดทรัพย์ 233.8 ล้านบาท ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2546 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน
น่าสังเกตว่าในยุคหลัง ๆ ที่เจ้าหน้าที่รัฐถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ โดยใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 หรือกฎหมาย ป.ป.ช. และข้อมูลการเสียภาษีเงินได้ที่ยื่นต่อกรมสรรพากรเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ "ที่มาที่ไป" ของทรัพย์สิน ซึ่งเมื่อถึงที่สุดแล้ว จะถูกยึดทรัพย์ทุกราย
จะเห็นได้ว่ามูลค่าสินทรัพย์ของนักการเมืองที่ถูกยึดในอดีต เทียบไม่ได้กับทรัพย์สินจำนวนกว่า 7.6 หมื่นล้านบาท ในคดีที่อัยการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอให้พิพากษายึดทรัพย์ดังกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นของแผ่นดิน...ถึงแม้จะปรับค่าให้เป็นมูลค่าในปัจจุบันแล้วก็ตาม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น